เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว หลังจากที่เราได้ริเริ่มโครงการ MBA ที่มุ่งผลิต นักบริหารมืออาชีพ ที่ธรรมศาสตร์ได้เปิดสอนมาสิบปี นักบริหารหนุ่มสาวจำนวนมากต่างหลงใหลใฝ่ฝันอยากได้ชื่อว่าเป็นนักบริหารเก่งแบบเป็นมืออาชีพ ซึ่งศูนย์กลางอันเป็นจุดเด่นที่จะทำให้ได้ชื่อเสียง คือ เก่งกลยุทธ์
แต่จากประสบการณ์ที่ออกไปทำงานในภาคเอกชนกลับมา ทำให้รู้ว่า ในโลกปฏิบัตินั้น ปัญหาการต้องใช้ทั้งความรู้กับการประยุกต์ตามความเป็นจริงให้ได้ผลสัมฤทธิ์คติทางปฏิบัตินั้น นับเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ต้องผ่านการฝึกทักษะในโลกของความเป็นจริงอยู่นานโข โดยเฉพาะการต้องผ่านขั้นตอนการทำงานแบบลงลึก ทั้งในฐานะเป็นลูกน้องต้องรับคำสั่ง กับการเป็นนายที่ต้องรับผิดชอบในผลงานถือว่าไม่ใช่ง่าย
ทำให้เห็นชัดว่า ลำพังการเป็น "คนเรียนเก่ง" หรือ "เด็กเส้น" จะไม่สำเร็จได้ง่าย แต่จะขึ้นอยู่กับการผ่านการพิสูจน์จากการสอบผ่านในการได้ทำงานจริงผ่านร้อนผ่านหนาว สร้างผลงานให้ประจักษ์เป็นประโยขน์แก่ทั้งตนเองและและส่วนรวม ซึ่งต้องใช้เวลามากกว่าสิบปี
ในช่วงเวลานั้นผมได้เขียนบทความเป็นคำเตือนแบบ "สอนน้อง" ให้นักบริหารรุ่นใหม่ได้ทราบถึงจุดอ่อนของ "นักบริหารอ่อนซ้อม" 8 ประการฝากให้เขาคิดกัน
โดยคุณลักษณะของนักบริหารอ่อนซ้อม ดังกล่าว มีดังนี้ คือ
หลงยุคสมัย/คลั่งใคล้ใช้คอมพิวเตอร์/เซ่อมนุษย์สัมพันธ์/ฟันด้วยคณิตศาสตร์/พิฆาตด้วย Cost/benefits/ ไล่จี้งบ/ จบตามกลยุทธ์/ผุดไม่เกิด
หากนำมาพิจารณาร่วมสมัยถึงยุคนี้อย่างคร่าวๆ จุดอ่อนข้อผิดพลาดของนักผู้นำบริหารยุคนี้ ยังมีจำนวนไม่น้อยที่พฤติกรรมผิดพลาดในเรื่องเดิมๆ ไม่ต่างกันนัก แต่เทียบปริมาณกันแล้ว ปัญหาจุดอ่อนและการผิดพลาด ความล้มเหลวและน่าชังของนักบริหารยุคนี้จะมีมากกว่าและรุนแรงกว่า สาเหตุเพราะ โลกยุคนี้มี กับดักและหลุมพลาง ที่มากและใหญ่กว่าโลกในอดีตมากมายนัก
เทคโนโลยีทำให้โลกมากด้วยความไว เกิดสภาพโลกาภิวัตน์ ทำให้เกิดการแผ่ซ่าน ไหลและพัดพาเอาสิ่งต่างๆ รวมทั้งอารมณ์และจิตใจของมนุษย์ให้ลื่นไหลเตลิดเปิดเปิงไปได้อย่างไร้ขอบเขต และหากขาดซึ่งวินัยและไร้สติ กับไม่มีประสิทธิภาพและขาดความรอบคอบแล้ว สภาพก็จะไม่ต่างกับว่าวที่ลอยไปอย่างไร้ทิศทาง
อันตรายจะเกิดขึ้น เมื่อผู้นำลำพอง เกิดการหลงใหล มั่นใจตนเอง จนนำพาทำให้บริวารขาดความรู้และไม่เข้าใจธรรมชาติใหม่ แล้วพลอยหลงใหลวิ่งตามไปอย่างไร้สติ ต่างต้องเข้าสู่การล่มสลายและประสบแต่วิกฤติกับหายนะ
ในอดีตนอกจากวิกฤติมักเกิดจากปัญหาการขาดแคลนหรือล้มเหลวแล้ว เช่นน้ำมันแพงกับเงินขาดมือ แต่ยุคนี้ได้มีวิกฤติที่แปลกใหม่เกิดขึ้นแบบ กลับตาลปัตร ก็มีได้ เช่น วิกฤติจากความมั่งคั่งร่ำรวย กับวิกฤติจากความสำเร็จที่มีมากเกินไปจนเกินพอดี เป็นต้น
ในท่ามกลางการเกิดการเปลี่ยนแปลงนี้เอง วิชาการทางการบริหารได้สอนและเตือนให้นักบริหารต้องเก่งปรับตัว กับต้องสร้างความแข็งแรงให้เกิดมีขึ้นในตนเอง เพื่อให้สามารถธำรงไว้ซึ่งผลผลิตกับคุณภาพชีวิต ซึ่งจะทำให้เติบโตได้ยั่งยืนและมีความสุข
ภาระสำคัญทางการบริหารจึงไปรวมศูนย์อยู่ที่ 3 ประการอันเป็นคุณสมบัติของ ซี อี โอ คือ
ก) ผู้บริหารต้องเปลี่ยนตัวเองโดยทำตัวเป็นผู้นำ ที่มีวิสัยทัศน์กับไม่ผูกติด
ข) ผู้นำต้องเก่งสร้างประสิทธิภาพหรือความเข้มแข็ง มากกว่าการโตทางปริมาณด้วยการปล่อยตัวให้ไหลไปตามเทคโนโลยีใหม่ ทั้งความไว ความมั่งคั่งของเงินเทียม สู่การบริโภคนิยม
ค) ผู้นำ ต้องมุ่งสร้างปัญญา ยกระดับคุณภาพชีวิต เพื่อให้สมาชิกอยู่รอดและเติบโตได้อย่างยั่งยืน
การจะทำได้ ผู้นำยุคใหม่จะต้องเริ่มต้นด้วยการมี ทัศนคติใหม่ ที่ต้องเห็นคุณค่าของมนุษย์ มีเป้าหมายในด้านการเติบโตของ ทุนมนุษย์ โดยให้มากด้วยปัยญาความรู้กับจริยธรรม ซึ่งการจะมีได้ ตัวผู้นำเองต้องเป็นแบบอย่าง โดยมี "คุณธรรม" กับ การบากบั่นสร้างความเข้มแข็งพื่อให้เกิดความมั่นคงในตัวเองกับครอบครัวและสังคม มากกว่าการหลงใหลได้ปลื้มกับการเติบโตทางปริมาณด้วยการวิ่งไล่ตามกระแสความไว จนไร้สติ เกิดการแย่งบริโภค ทำลายธรรมชาติ กับบั่นทอนสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ
ตามแนวทางนี้ เส้นทางเดินของ ซี อี โอ ขนานแท้ คือ นักบริหารมาดเข้มที่ต้องเก่งเริ่มต้นสร้างความเข้มแข็งจากภายในและเริ่มจากปัจจัยด้านคุณภาพของคน ซึ่งตรงกันข้ามกับ ซี อี โอ จอมปลอม ที่เก่งแต่พูด และเอาแต่มุ่งวิ่งตามกระแส โดยทำแต่งานปั่นหุ้นหรือการโอนหมุนเปลี่ยนเงินผ่านมือกับมุ่งขยายไปสู่โลกกว้างภายนอก อันทำให้เกิดช่องว่างใหญ่และเกิดจุดอ่อนขึ้นภายใน จนเปิดทางให้ศัตรูภายนอกเข้าครองและกล้ำกราย โดยที่เจ้าของบ้านกลับต้องไปลำบากระหกระเหินเร่ร่อนต้องไปหากินในต่างแดน กลายเป็น คนไร้อาชีพ (นักเล่นหุ้น) กับ ไวกิ้งแห่งเอเชีย และยิบซีของโลก
จากการขัดแย้งทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้น นับว่ามีข้อดีที่ทำให้ได้เห็นถึง ซี อี โอ ทั้งของแท้และของปลอม โดยเห็นชัดว่า คนที่เคยโฆษณากิจการและสร้างภาพตนเองว่า มืออาชีพ ที่แท้ก็คือ ซี อี โอ จอมปลอมที่โตมาจาก เครือข่ายของรุ่น กับการปั่นหุ้นพร้อม ตีฟองกับสร้างภาพ โดย ไม่ยอมเหนื่อยสร้าง ชอบแต่จะใช้เงินซื้อ
ซึ่งหากจะให้ทายถึงทิศทางอนาคตของ ซี อี โอ จอมปลอมที่ชวนให้เราวิ่งตามกระแสนั้น จุดจบจะกลายสภาพเป็น ซี อี โอ หลงฟ้า หาที่ลงไม่ได้ กับแม้จะมีความรวยมั่งคั่งแบบล้นฟ้า แต่ก็อุ้มถือเอาไว้ไม่ไหว หาความสุขไม่ได้ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะ ลืมคำสอนของท่านพระพุทธทาสที่ว่า มนุษย์คือ ธรรมชาติ ถึงอย่างไรจะกินจะใช้มากแค่ไหนก็ทำได้จำกัด
เพื่อเตือนสติ ซี อี โอ สิ่งที่ขอแนะให้ทำกัน คือ
หนึ่ง น่าจะสร้างหนังเรื่อง สุสานคนเป็นภาค 2 ให้ดู และสอง นำคำกล่าวของประธานาธิบดีคนหนึ่งของประเทศในอเมริกาใต้ (ชื่อ ควาโดส) ที่พ่ายแพ้ทางการเมืองจนถูกจับแขวนคอเมื่อประมาณห้าสิบปีที่ผ่านมา (ที่ผมได้อ่านพบจากหนังสือพิมพ์ พิมพ์ไทย ) ได้กล่าวเป็นวาระสุดท้ายฝากไว้กับลูกว่า จะเลือกประกอบอาชีพอะไรก็ได้ แต่อย่าเลือกอาชีพเป็นนักการเมือง เพราะนักการเมือง คืออาชีพเดียวที่ไม่สามารถคุมอนาคตชีวิตของตัวเองได้
บทสรุปตรงนี้ชี้ว่า ผู้นำคือ ผู้เข้ามาเสียสละทำงานเพื่อคนอื่น และการมี หิริ-โอตตัปปะ คือ สิ่งสำคัญสุดที่ต้องมีอยู่ในใจตลอดเวลา.