26 ตุลาคม 2549
การที่องค์กรใดองค์กรหนึ่งจะให้ความสำคัญกับการตลาดหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับ CEO ว่าเป็นคนที่เข้าใจการตลาดแค่ไหน เห็นความสำคัญการตลาดแค่ไหน พร้อมที่จะลงทุนด้านการตลาดแค่ไหน พร้อมที่จะสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้เป็นวัฒนธรรมการตลาดมากน้อยเพียงใด พร้อมที่จะให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการตลาดให้แก่พนักงานในทุกคนในทุกแผนกหรือไม่ และในการวางแผนขององค์กรนั้นได้ให้ความสำคัญกับการตลาด วางแผนให้องค์กรเติบโตด้วยยุทธศาสตร์การตลาดมากน้อยแค่ไหน
CEO จะต้องเริ่มต้นด้วยบทบาทของผู้นำการเปลี่ยนแปลง ทำให้การเปลี่ยนแปลงจากองค์กรที่ไม่ให้ความสำคัญกับการตลาด มาเป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการตลาด และต้องทำให้การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นสาระที่สำคัญขององค์กร ทำการเปลี่ยนแปลงให้เป็นที่ยอมรับของพนักงานทุกคน ว่าเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงไปแล้ว พวกเขาจะดีขึ้นพร้อมๆกับการพัฒนาขององค์กร ตามปรกติแล้วคนเราชอบอยู่กับความเคยชิน สบายใจที่จะทำในสิ่งที่เคยชิน ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงองค์กรให้เป็นองค์กรการตลาด ที่ทุกแผนกจะต้องมีวิญญาณการตลาด ทำงานร่วมกันแบบบูรณาการ เพื่อที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้าซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ง่าย เพราะหลายฝ่ายที่ไม่ใช่ฝ่ายการตลาด ฝ่ายขาย และฝ่ายบริการ ไม่คุ้นเคยกับการให้ความสำคัญแก่ผู้บริโภค เพราะพวกเขาไม่ได้ทำงานใกล้ชิดกับผู้บริโภค พวกเขาไม่ใช่แนวหน้า แต่พวกเขาเป็นแนวหลัง ดังนั้นการปฏิบัติหน้าที่ของเขาจึงไม่คุ้นเคยกับการที่จะต้องเอาใจผู้บริโภค การเปลี่ยนแปลงความคิดและพฤติกรรมของพวกเขาเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่ท้าทายความสามารถของคนที่เป็น CEO ยิ่งนัก
CEO จะต้องเป็นทั้งผู้คุมทีม (Coach) ทีทำหน้าที่ให้คำแนะนำ ให้คำปรึกษาพนักงานทั้งหลายในการปรับตัวให้เป็นนักการตลาดที่ให้ความสำคัญแก่ผู้บริโภค นอกจากนั้นแล้ว เขาจะต้องเป็นเจ้าภาพที่ริเริ่มโครงการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรขององค์กรให้เป็นนักการตลาด หรืออย่างน้อยก็ต้องเป็นพนักงานขององค์กรที่มีวิญญาณการตลาด การเปลี่ยนแปลงใดๆ ถ้าไม่ได้เริ่มต้นจาก CEO มักจะสำเร็จได้ยาก เพราะพนักงานจะมองว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่าใดนัก เพราะถ้าเป็นเรื่องสำคัญ คำสั่งเบื้องต้น ต้องมาจากปากของ CEO และในการทำกิจกรรมใดๆเพื่อการพัฒนาสิ่งนั้นในองค์กร CEO จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมด้วย CEO จะต้องยินดีที่จะลงทุนเรื่องการฝึกอบรมพัฒนา และตัวของ CEO เองจะต้องไปฝึกอบรม เรียนเพิ่มเติมเพื่อให้เป็นคนที่มีความรู้ด้านนั้นอย่างเชี่ยวชาญเพื่อที่จะมากล่าวนำการสัมมนาได้อย่างฉะฉาน ชำนาญ และชัดเจน สามารถแสดงทัศนคติเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวได้อย่างถูกต้อง ดังนั้น CEO ที่จะเป็นผู้แนะนำพนักงานคนอื่นเรื่องการตลาดก็ต้องพัฒนาตนเองให้เป็นนักการตลาดระดับผู้เชี่ยวชาญ และจะต้องแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการตลาดได้อย่างเฉียบคม และถ้ามีการสัมมนาทางด้านการตลาดภายในองค์กร CEO จะต้องมาร่วมด้วย มากล่าวเปิดงาน มาสังเกตการณ์ ยิ่งถ้ามาร่วมทำสัมมนาเชิงปฏิบัติการร่วมกับพนักงานคนอื่นได้ยิ่งดี และควรจะเป็นผู้กล่าวสรุปหลังการสัมมนาที่ตอกย้ำความสำคัญของการตลาด ตอกย้ำความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาองค์กรให้เป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยยุทธศาสตร์การตลาด
CEO จะต้องเป็นเสมือนตัวเร่งที่จะทำให้การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยการลงทุนด้านการอบรม ด้วยการหมั่นตรวจสอบการทำงานด้านการตลาด กำหนดตัววัดประสิทธิภาพการทำงานหลัก (Key Performance IndicatorsKPI) ของพนักงานให้เป็น KPI ทางการตลาดด้วย ไม่ใช่ให้ความสำคัญกับ KPI ทางด้านการเงินอย่างเดียว ในฐานะที่เป็นตัวเร่ง CEO จะต้องหมั่นพูดคุยกับหัวหน้าฝ่ายต่างๆที่ไม่ใช่ฝ่ายการตลาดให้พวกเขาเห็นความสำคัญของการตลาด และพร้อมที่จะให้ CMO (Chief Marketing Officer) เป็นผู้นำการขับเคลื่อนองค์กร กระตุ้นให้ผู้จัดการฝ่ายอื่นๆให้คิดเสมอว่าในฐานะที่ไม่ใช่ฝ่ายการตลาด พวกเขาสามารถทำอะไรได้บ้างที่จะมีส่วนช่วยให้ยุทธศาสตร์การตลาดประสบความสำเร็จ พนักงานแต่ละคนเรียนมากันคนละอย่าง และมาทำหน้าที่ต่างกันในองค์กร และยิ่งพนักงานคนไหนเรียนมาสูงทางด้านไหน ก็อดไม่ได้ที่จะคิดว่างานในฝ่ายของตนมีความสำคัญกับองค์กรมากกว่าฝ่ายอื่นๆ ตำราบอกว่ายิ่งเรียนสูงเท่าใด ความรู้สึกเช่นนี้ก็จะมีมากขึ้น ดังนั้นการที่จะทำให้หัวหน้าฝ่ายที่เคยประสบความสำเร็จในการทำงานในด้านที่เขาร่ำเรียนมา ยอมรับว่าเขาควรจะฟังความคิดเห็นของฝ่ายตลาด และจะต้องทำงานร่วมกับฝ่ายตลาดแบบบูรณาการ และจะต้องทำทุกอย่างที่จะช่วยให้ยุทธศาสตร์การตลาดประสบความสำเร็จ จึงไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย เรื่องของอัตตา (Ego) เป็นเรื่องที่ไม่ใช่จะลดกันได้ง่ายๆ ดังนั้นเรื่องการเป็นตัวเร่งการเปลี่ยนแปลง จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายการเป็น CEO ที่จะต้องทำหน้าที่ของการจัดการตามนิยามที่บอกว่า การจัดการคือความสามารถในการทำให้คนที่มีความรู้ต่างกัน มีพื้นฐานต่างกัน มีภูมิหลังต่างกัน สามารถทำงานสู่เป้าหมายเดียวกันได้อย่างราบรื่น แม้ว่าความต่างดังกล่าวจะมีความสลับซับซ้อนเพียงใดก็ตาม ดังนั้นการพูดคุยเรื่องการตลาดกับฝ่ายต่างๆอยู่เสมอ จะเป็นการส่งสัญญาณให้พนักงานทุกคนรู้ว่า CEO ให้ความสำคัญกับการตลาด ก็จะเป็นการเร่งให้พนักงานทุกคนเร่งปรับตัวให้เป็นนักการตลาดที่ดี ไม่ว่าเขาจะทำงานอยู่ฝ่ายใดก็ตาม
CEO จะต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถนำพาองค์กรให้เปลี่ยนโฉมให้เป็นองค์กรการตลาดด้วยการแสวงหาความร่วมมือกับหัวหน้าฝ่ายต่างๆได้เป็นอย่างดี ทำให้พวกเขาเหล่านั้นเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมของตนเองให้เป็นนักการตลาดโดยสมัครใจ และไม่รู้สึกว่าต้องฝืนใจยอมรับความสำคัญของการตลาด เพราะความรู้สึกฝืนใจจะทำให้พวกเขาทำงานไม่มีความสุข และจะทำตนเป็นนักการตลาดได้ไม่นาน ด้วยเหตุนี้ CEO จึงต้องเป็นนักการสื่อสารที่ยอดเยี่ยม สามารถพูดจาโน้มน้าวใจพนักงานให้เห็นด้วยกับแนวทางขององค์กร เขาจะต้องสามารถสื่อสารเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้พนักงาน กระตุ้นให้เกิดความพร้อมที่จะทุ่มเทความสามารถในการฝ่าฟันช่วงของการเปลี่ยนผ่าน ที่อาจจะมีหลายอย่างที่ทำยาก และไม่ลุล่วงด้วยความราบรื่น เขาจะต้องยินดีที่จะต่อสู้กับอุปสรรคนานาประการที่เกิดขึ้นในช่วงของการเปลี่ยนแปลงด้วยความอดทน และมีความหวังที่จะพบกับความสำเร็จที่น่าตื่นเต้น และน่าภาคภูมิใจ CEO สมัยนี้จะบอกว่าตัวเองไม่ใช่คนพูดเก่งคงจะไม่ได้แล้ว เพราะพนักงานสมัยใหม่เป็นคนมีความรู้สูง และอัตตาก็มักจะสูงตามไปด้วย ถ้าหาก CEO ไม่มีความสามารถด้านการสื่อสาร เช่นนั้นแล้วจะหวังลดอัตตาของคนที่มีความรู้สูงและมีความเชี่ยวชาญได้อย่างไร