การก้าวกระโดดอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจจีน นับเป็นประเด็นที่นานาประเทศทั่วโลกให้ความสนใจ หลายประเทศมองการทะยานขึ้นของมังกรจีนในเชิงบวก มองว่าเป็นโอกาสและจะเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญของเศรษฐกิจในภูมิภาคและเศรษฐกิจโลก ในขณะเดียวกัน ก็มีอีกหลายประเทศที่รู้สึกหวาดระแวง และขยาดกลัวการก้าวขึ้นของยักษ์ใหญ่อย่างจีน
หากแต่สิ่งที่น่าสนใจ (กว่า) สำหรับดิฉัน คือ คำถามที่ว่า ผู้นำจีนและรัฐบาลจีนเขาคิดอย่างไร เขาพอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจของประเทศตนหรือไม่ บทความในวันนี้ จึงขอนำเสนอทัศนะของทางการจีนต่อพัฒนาการที่ก้าวกระโดดอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจแดนมังกร เรามาดูกันว่า รัฐบาลจีนเขาคิดเห็นอย่างไรกันบ้าง
ในการจัดทำแผนพัฒนาประเทศ ฉบับที่ 11 (2006-2010) ทางการจีนได้ออกเอกสารสำคัญชิ้นหนึ่ง เพื่อประเมินพัฒนาการทางเศรษฐกิจของจีนในระยะที่ผ่านมา และได้ชี้ให้เห็นจุดอ่อนของเศรษฐกิจจีนที่เกิดจากความไม่สมดุลใน 10 ด้าน จากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดและรวดเร็วเกินไป ดังนี้
1) ความไม่สมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับภาวะส่วนเกินของผลผลิตมวลรวม จากการสํารวจของกระทรวงพาณิชย์จีนพบว่า พลังการผลิตกระจุกตัวอยู่ในภาคอุตสาหกรรมเฉพาะจุดและมีการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมที่ซ้ำซ้อน โดยเฉพาะการผลิตในกลุ่มสินค้าจำเป็นที่มีมากเกินกว่าความต้องการ และมีการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมมากขึ้น
2) การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจยังไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการบริโภค เกิดภาวะสินค้าจำเป็นมีล้นเหลือ ในขณะที่สินค้ากลุ่มอื่นๆ กลับขาดแคลน
3) เศรษฐกิจของจีนมีลักษณะที่เติบโตบนพื้นฐานของการอาศัยต้นทุนแรงงานต่ำ และเติบโตโดยใช้ทรัพยากรเป็นองค์ประกอบหลัก จึงเป็นรูปแบบการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต้องสูญเสียทรัพยากรมหาศาล
4) การเติบโตของเศรษฐกิจจีนกลับทำให้ต้องพึ่งพาต่างประเทศมากขึ้น โดยในปี 2005 เศรษฐกิจจีนพึ่งพาภาคระหว่างประเทศถึงร้อยละ 55.48 และการผลิตและส่งออกของจีน กลับเป็นอานิสงส์อย่างมหาศาลต่อประเทศอื่น เช่น ช่วงปี 1998-2003 จีนส่งออกตะเกียบ (ประเภทใช้แล้วทิ้ง) ไปญี่ปุ่น 2.243 แสนล้านคู่ พบว่าอุตสาหกรรมดังกล่าวได้ทำลายพื้นที่ป่าของจีนไปถึงร้อยละ 20 ในขณะที่พื้นที่ป่าของญี่ปุ่นยังคงสามารถรักษาไว้ได้ในระดับร้อยละ 65
5) การพัฒนาเศรษฐกิจของจีนจัดอยู่ในช่วงพัฒนาเชิงปริมาณ การผลิตยังอยู่ในสภาพที่สูญเสียพลังงานและทําลายสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ในขณะที่ประสิทธิภาพและค่าตอบแทนกลับอยู่ในระดับต่ำ เช่น รายได้เฉลี่ยการผลิตของภาคแรงงานจีนราว 1,646 ดอลลาร์ เมื่อเทียบกับรายได้เฉลี่ยการผลิตของภาคแรงงานของประเทศที่มีรายได้สูง ประมาณ 55,355 ดอลลาร์ ห่างกันราว 32 เท่า และในแต่ละปีรัฐบาลจีนต้องใช้งบประมาณในการเยียวยาสิ่งแวดล้อมราวร้อยละ 8-12 ของ GDP
6) ความไม่สมดุลในการพัฒนาพื้นที่ในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ เกิดจากการพัฒนาประเทศในยุคแรก รัฐบาลได้เลือกที่จะทุ่มเททรัพยากรในการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทางตะวันออกก่อนพื้นที่อื่นๆ ของประเทศ ทำให้การพัฒนาประเทศเป็นไปอย่างไม่สมดุล และไม่ยั่งยืน
7) การขยายตัวทางเศรษฐกิจกลับก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ โดยเฉพาะภาคตะวันออกทางชายฝั่งกับภาคตะวันตกที่อยู่ตอนในของประเทศ
8) ความไม่สมดุลของการนําเข้าเทคโนโลยีกับความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมด้วยตนเอง ทำให้มีการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศในอัตราสูง สภาพการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศจึงอยู่ในฐานะเป็นฝ่ายตั้งรับเป็นส่วนใหญ่
9) ความไม่สอดคล้องระหว่างนโยบาย "ชวนเข้ามา" กับนโยบาย "เดินออกไป" ซึ่งตั้งแต่เริ่มนโยบายส่งเสริมให้รัฐวิสาหกิจจีนออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น กลับพบว่าการแข่งขันของรัฐวิสาหกิจจีนในเวทีโลกยังไม่เป็นเอกภาพ ไม่มีระเบียบ และมีการชิงดีชิงเด่น ทำให้ภาพพจน์ของประเทศชาติเสียหาย
10) การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วของจีน กลับมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นในอัตราที่ต่ำกว่าเกิดปัญหาการว่างงานในหลายสาขา ในแต่ละปีเกิดปัญหาคนจีนตกงานและไร้ที่ทํากินในภาคชนบทราว 40 ล้านคน
จากปัญหาการพัฒนาอย่างไม่สมดุลทั้ง 10 ประการ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ รัฐบาลจีนจึงมีบทสรุป (ที่ค่อนข้างลบ) ว่า "การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ผ่านมา มีความไม่สมดุลและต้องพึ่งพาภาคระหว่างประเทศมากขึ้น มีต่างชาติเข้ามายืมใช้พื้นที่ ใช้แรงงานจีนราคาถูก และผลาญทรัพยากรของจีนในการสร้างความร่ำรวยและขนย้ายเงินทองกลับไป ฝากไว้แต่ตัวเลข GDP ที่สวยหรูให้ชาวจีนหลงชื่นชมตนเอง บนสภาพสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษและทรัพยากรที่ร่อยหรอ โดยที่ชาวจีนส่วนใหญ่กลับมิได้ร่ำรวยเพิ่มขึ้นดังเช่นการเพิ่มขึ้นของตัวเลข GDP แต่อย่างใด"
ผู้นำจีนและรัฐบาลจีนชุดนี้ นับว่ามีความกล้าหาญที่จะเปิดเผยและประเมินจุดอ่อนทางเศรษฐกิจของประเทศตน และต้องการปรับทิศทางในการพัฒนาเสียใหม่ ตามแผนพัฒนาประเทศ ฉบับที่ 11 โดยจะยอมให้ประเทศเติบโตช้าหน่อย แต่เน้นการเติบโตอย่างมีคุณภาพค่ะ