อบรม, สัมมนา, จัดอบรม, จัดสัมมนา, ฝึกอบรม, ฝึกสัมมนา, จัดหลักสูตร, ภายใน และภายนอกองค์กร

    Power Knowhow Company Limited : บริษัท พาวเวอร์ โนว์ฮาว จำกัด
     หน้าแรก   |  สัมมนาในองค์กร   |  ลงทะเบียนออนไลน์   |  วิธีชำระเงิน   |  ติดต่อเรา
    
 
 
   ลูกค้าสัมมนาภายในองค์กร)  ตัวอย่างลูกค้า Inhouse
 
   วิธีชำระเงิน (Payment)  วิธีชำระเงิน
 
   สาระน่ารู้ (Articles)  สาระน่ารู้
 
   แนะนำหลักสูตร (Suggestion)  แนะนำหลักสูตร
 
   แผนที่โรงแรม (Venue Map)  แผนที่โรงแรม
 

 
สัมมนาในองค์กร - พัฒนาหัวหน้างานพัฒนาหัวหน้างาน
 
สัมมนาในองค์กร - ศิลปะการบังคับบัญชาศิลปะการบังคับบัญชา
 
สัมมนาในองค์กร - ศิลปะในการปกครองผู้ใต้บังคับบัญชาศิลปะในการปกครองผู้ใต้บังคับบัญชา
 
สัมมนาในองค์กร - จิตวิทยาในการบริหารจิตวิทยาในการบริหาร
 
สัมมนาในองค์กร - การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ
 
สัมมนาในองค์กร - การขาย-การตลาดการขาย-การตลาด
 
สัมมนาในองค์กร - ทักษะผู้บริหารระดับสูงทักษะผู้บริหารระดับสูง
 
สัมมนาในองค์กร - การบริหารงานบุคคลการบริหารงานบุคคล
 
สัมมนาในองค์กร - สร้างสายสัมพันธ์ภายในองค์กรสร้างสายสัมพันธ์ภายในองค์กร
 
สัมมนาในองค์กร - ทั่วไปทั่วไป
 
กรุณากรอกอีเมลล์ของท่าน
 
 
สมัคร     ยกเลิก
 
ปัญหาการจัดการลงลึกถึงความรู้
ผู้เขียนบทความ : ธงชัย สันติวงษ์ คณะพาณิชย์ฯ ม.ธรรมศาสตร์    
เป็นที่ยอมรับกันในบรรดานักบริหารว่า สังคมจะอยู่รอดได้นั้น ปัจจัยสำคัญคือ "ทรัพยากรมนุษย์" ยิ่งเทคโนโลยีเปลี่ยนไวเท่าใด ความสำคัญของคนจะยิ่งเพิ่มสูงขึ้น โดยต้องสามารถปรับตัวตามทันการเปลี่ยนแปลง กับรู้จักการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อการทำงานที่ดีขึ้น พร้อมกับมีการเรียนรู้ตลอดเวลา เพื่อให้ศักยภาพการแข่งขันดีขึ้นจนสามารถหนีความล้าสมัยหรือถูกมอมเมาจนล่มสลายไปในกระแสบริโภคนิยมได้

เหตุนี้เองในช่วงที่ผ่านมา การจัดการทรัพยากรมนุษย์จึงเป็นที่สนใจ พร้อมกับมีการทุ่มงบประมาณเพื่อการปฏิรูปการศึกษาและเริ่มต้นจัดตั้งหน่วยงานเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ขึ้น โดยเป้าหมายคือการมุ่งสร้าง "องค์กรเรียนรู้" (Learning Organization)

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าการชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลง ความสำคัญของความรู้ กับการกระตุ้นให้ตื่นตัวพัฒนาคนนั้น อดีตนายกฯ ทักษิณ ได้มีบทบาทสำคัญในการชี้ให้เห็นถึงปัญหาและความสำคัญของเรื่องนี้ แต่ในทางปฏิบัตินั้นผลที่ได้กลับไม่มาก โครงการส่วนใหญ่ล้มเหลว ไม่เป็นรูปธรรมติดต่อกันมาหลายรัฐบาล

โดยในความเป็นจริงการเรียนรู้ด้วยตัวเองและการสร้างองค์ความรู้ใหม่แทบจะไม่มีเลย ซ้ำเติมด้วยปัญหาเก่าอันเป็นจุดอ่อนของไทยมาช้านาน นั่นคือ ระบบการศึกษาล้มเหลว ทำให้การสร้างฐานความรู้เก่ามีน้อย คู่กับนิสัยคนไทยที่ไม่นิยมจดบันทึกกับไม่ชอบอ่านหนังสือ ปัญหาการขาดความรู้จึงหนักหนาสาหัสยิ่ง

ด้วยจุดอ่อนข้อนี้เองที่ทำให้สังคมไทยลื่นไหล เสื่อมทรุด และแม้จะสามารถเอาตัวรอดได้ แต่ก็ไม่สามารถเติบโตได้ กับน่าสงสัยว่า ในอนาคตจะอยู่ยั่งยืนได้อย่างไร ถ้าไม่มีการแก้ไขจุดอ่อนข้อนี้อย่างจริงจัง

หากย้อนทบทวนเรื่องนี้ จะเห็นว่าจากนโยบายการเร่งพัฒนาสู่ความทันสมัยในโลกยุคข้อมูลสารสนเทศของอดีตนายกฯ ทักษิณ กับการพยายามปิดจุดอ่อนของสังคมบริโภคนิยมที่คนขาดความรู้โดยรัฐบาลหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นั้น ศูนย์รวมจะอยู่ที่ ก) การปฏิรูปการศึกษาที่ต้องสามารถปรับแก้โครงสร้างและกลไกการบริหารให้เกิดผล กับ ข) การทำให้เกิดบรรยากาศและกิจกรรมการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง ซึ่งเมื่อประเมินออกมาแล้วภาพงานสำคัญทั้งสองหยุดนิ่งอยู่กับที่ไม่มีความคืบหน้าใดๆ เลย

สะท้อนว่าปัญหาจุดอ่อนนี้ได้ทรุดหนักกว่าเดิม ทำให้การแก้ปัญหาต่างๆ ทำได้ยาก และจะเกิดการถดถอย สู้แข่งขันไม่ได้และเพลี่ยงพล้ำอย่างรวดเร็ว เพราะในทางบริหารนั้นจะปล่อยให้หยุดนิ่งรอเวลาไม่ได้ การสู้วิกฤติที่เกิดขึ้น ต้องถือหลัก Short-Term Adjustment คือ ต้องใช้ยุทธศาสตร์ปรับตัวในระยะสั้น เพื่อให้การถดถอยหยุดลงและเริ่มตั้งหลักใหม่ พร้อมกับสามารถก้าวเดินหน้าทำไปในทิศทางใหม่ได้

ในเวลาเดียวกัน สิ่งที่ต้องทำตามกันมาคือ Long-Term Development คือ การต้องตามติดด้วย การคิดแผนงาน/โครงการระยะยาวให้เป็นแผนยุทธศาสตร์ที่จะใช้เปลี่ยนแปลงสิ่งเก่าและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ให้เกิดความเข้มแข็งตามที่ต้องการได้

เวลาสี่เดือนหลังรัฐประหาร เมื่อประเมินดูถึงการทำงานของเรื่องข้างต้นของรัฐบาลแล้ว ต้องขอบอกว่า ไม่มีความคืบหน้าและช่องว่างของการเรียนรู้ที่ที่ยังมิได้มีการแก้ไขยังคงอยู่

ขณะที่ด้านหนึ่งยังมีการพูดถึงวิชาการทันสมัยของโลก คือ "การจัดการความรู้" (Knowledge Management) ดังเช่นเนื้อหาจากคำบรรยายของ อิคุจิโร โนนากะ ได้ชี้ว่า การจัดระบบการเรียนรู้เป็นของต้องทำ เพราะสำคัญและเป็นของคู่กับวิถีแห่งชีวิตของคนยุคนี้ ที่จะขาดหรือมองข้ามไม่ได้ ที่ซึ่งผู้นำต้องรับผิดชอบจัดระบบการเรียนรู้ต่างๆ ให้ดีและมีพร้อม โดยจัดให้มีทั้งหลายรูปแบบและหลายระดับ ทางการกับไม่ทางการ เพื่อให้คนของตนได้มีการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ให้เกิดความรู้เพิ่มพูนขึ้นตลอดเวลา

แต่ในอีกด้านหนึ่ง กลไกเพื่อการเรียนรู้ต่างๆ หดหายไปหมด โดยมีแต่ทรงกับทรุด สื่อต่างๆ ของรัฐ นอกจากไม่สามารถสื่อสารให้เกิดความเข้าใจเรื่องนโยบาย การบริหารกับการทำงานของรัฐบาลให้สังคมรู้และติดตามได้แล้ว สื่อต่างๆ โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์กลับเต็มไปด้วยรายการบันเทิงและละครมากเกินปกติ แทนที่จะมีการพัฒนารายการที่มีสาระและให้ความรู้ หรือการวิเคราะห์วิจารณ์เพื่อเพิ่มความรู้กับความคิด

ภาพจุดอ่อนที่สะท้อนถึงงานด้านการสร้างการเรียนรู้ที่ถดถอยรุนแรง น่าจะดูได้จาก 3 ด้าน คือ

ถึงวันนี้ ที่น่าจะมีการบริหาร การปฏิรูปการศึกษา ให้คืบหน้าเป็นเชิงรุก กลับมีแค่ข่าวกิจกรรมของงานประจำคือ การประชุมประกาศเรื่องการสอบแอดมิชชั่น เพื่อการสอบเอนทรานซ์ครั้งใหม่เท่านั้น

ในอีกด้าน อุดมศึกษาไทย ยังคงคึกคักกับการหารายได้ด้วยการเปิดโครงการพิเศษต่างๆมากเหมือนเดิม โดยที่มีคำบ่นจากบรรดาบรรณารักษ์ห้องสมุดว่า การผลิตตำราวิชาการความรู้ซึ่งใช้สร้างความรู้นั้น ต่างหดหายไป โดยอาจารย์รุ่นใหม่ไม่สามารถผลิตตำรามีคุณภาพออกมาได้ ร้านหนังสือจึงเต็มไปด้วยหนังสือ ประเภทกีฬา การ์ตูนกับบันเทิง บอกเล่าเรื่องที่ไม่เป็นสาระความรู้มากผิดปกติ

ตรงข้ามกับคนเขียนหนังสือที่มุ่งสร้างสาระและตำราที่ไม่ได้รับการสนับสนุน แล้วยังต้องควักเงินลงทุนผลิตเอง แต่กลับไม่สามารถมีอำนาจต่อรองเป็นคู่ค้ากับข่ายการขายของร้านค้าหนังสือทุนหนักที่ผูกขาดและมีอำนาจเหนือตลาดได้ตำราและหนังสือที่มีสาระและคุณภาพ ที่ให้ความรู้จึงหดหายไปจากสังคม การแก้ไขเรื่องนี้จะยกให้เป็นภาระของภาคเอกชนฝ่ายเดียวไม่ได้ เพราะทุกอย่างต่างดำเนินไปภายใต้กลไกตลาด ภายใต้อำนาจและนโยบายการบริหารของรัฐบาลเต็มร้อย

ดังนี้ที่ต้องโทษมากกว่า คือ ภาครัฐที่จะต้องสามารถบริหารเป็นเชิงรุกให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและก่อผลแบบลงลึกได้ นั่นคือ การสร้างสรรค์สาระและองค์ความรู้ทั้งเก่า-ใหม่ เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสเรียนรู้ได้มากตลอดเวลา โดยให้เป็นส่วนสำคัญที่มีมากและมีประจำของวิถีชีวิตคนไทย โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาแต่สื่อทีวีกับหนังสือพิมพ์ที่สาระน้อย

ทั้งนี้ กลยุทธ์ใหญ่ทางการบริหารที่มีน้ำหนักมาก ที่จะทำให้มีการเปลี่ยนบริหารทิศทางไปสู่ที่ต้องการได้ ที่ควรนำมาใช้ คือ

1) Re-structuring คือ การที่รัฐบาลต้องกล้ารื้อปรับโครงสร้างองค์การด้านการศึกษากับองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการสร้างและจัดการความรู้ เพื่อให้มีกลไกการทำงานเป็นเชิงรุก ซึ่งแน่นอนว่า ถ้าจำเป็นต้องมีการโยกย้ายเปลี่ยนผู้บริหาร ทั้งรมต.กับข้าราชการประจำ เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ก็ต้องทำ

2) Resource Re-Allocation คือ รัฐบาลต้องหันไปใช้เวลาพิจารณาปรับเปลี่ยนการใช้งบประมาณด้านการศึกษาและการสร้างสาระความรู้ใหม่หมด โดยวิธีการคือ การทุ่มเทสนใจไปกำกับที่ "สำนักงบประมาณแผ่นดิน" เป็นสำคัญ แล้วจะเห็นได้เองว่า การที่มหาวิทยาลัยไทยสร้างองค์ความรู้ไม่ได้ โดยเก่งแต่สร้างอาคาร ซื้อเครื่องมือใหม่ และขายใบปริญญามากขึ้นนั้น เป็นเพราะเงินงบประมาณมันเปิดช่องและยั่วยุ ส่งเสริมให้ทำไปในทางนั้น

ต่อเมื่อรางวัลผลตอบแทนถูกย้ายไปตอบแทนแก่งานยากคือ งานสร้าง "ปัญญาความรู้" แล้วเท่านั้น สังคมไทยจึงจะหยุดลื่นไหล และเติบโตอย่างมีคุณภาพได้

แหล่งที่มา : Bangkokbiznews.com    
  ดูสาระน่ารู้ทั้งหมด...
หน้าแรก  |  สัมมนาในองค์กร  |  วิธีชำระเงิน  |  สาระน่ารู้  |  แนะนำหลักสูตร  |  ติดต่อเรา
 
บริษัท พาวเวอร์ โนว์ฮาว จำกัด

โทรศัพท์: 0-2840-0568, 0-3486-2103, 0-1355 0998 โทรสาร: 0-2840-0568

© สงวนลิขสิทธิ์ 2006 - บริษัท พาวเวอร์ โนว์ฮาว จำกัด

Developed by  Studiad.com