การปกป้องทุนไทย โดยสรุปว่า หากปกป้องมากเกินไป ก็อาจนำไปสู่การผูกขาด ทำให้กลุ่มอื่นๆ ในประเทศไทยต้องได้รับผลเสียทางเศรษฐกิจได้ ซึ่งควรจะทำให้หลายคนไม่พอใจ เพราะมักจะเชื่อว่า จะต้องรักชาติโดยการช่วยกันคุ้มครองทุนของคนไทย มิฉะนั้นประเทศไทยก็จะถูกทุนต่างชาติยึดครอง แล้วเราก็จะต้องตกเป็นอาณานิคมทางเศรษฐกิจของต่างชาติไปในที่สุด
แนวคิดนี้ จะไปในแนวทางที่ว่าต่างชาติจะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยแล้วประสบความสำเร็จอย่างมาก (เพราะเก่งกว่า มีเทคโนโลยีดีกว่า) จนกระทั่งผูกขาดเศรษฐกิจไทย แต่ประเด็นนี้ จะต้องพิจารณาว่า ต่างชาตินั้น มีอยู่หลาย 10 ราย และตราบใดที่เขาไม่ฮั้วกัน เขาก็จะต้องแข่งขันกันนำเสนอเงื่อนไขที่ดีที่สุด ให้กับประเทศเจ้าบ้าน และหากเงื่อนไขไม่ดีพอ เราก็ยังมีทุนไทยมาแข่งขันในอีกทางหนึ่งด้วย หากเรากลัวว่าจะมีการผูกขาดเกิดขึ้นก็ยังสามารถออกกฎหมายเพื่อควบคุมการผูกขาดได้ แต่ก็ยังควรให้มีการแข่งขันที่มากที่สุดไม่ว่าจะเป็นทุนของชาติใดรวมทั้งทุนไทยเพื่อให้ประเทศได้ประโยชน์สูงสุด
ในหลายกรณีเราจะบอกว่า ในโครงการใหญ่ๆ เราจะอยากให้คนไทย (เช่นผู้รับเหมาไทย) ได้รับประโยชน์ จึงมักจะมีกฎเกณฑ์บังคับให้ตั้งบริษัทร่วมโดยให้คนไทยเป็นพันธมิตรหรือเป็นหุ้นใหญ่ ซึ่งหากเป็นโครงการที่อาศัยเทคโนโลยีสูง ที่คนไทยทำไม่ได้ (เช่นรถไฟฟ้าใต้ดิน) กฎเกณฑ์ดังกล่าวจะทำให้ผู้ประกอบการไทยที่ร่วมทุนกับต่างชาติได้ "หัวคิว" ไปนั่นเอง
คนไทยทุกคนพูดว่า ไม่ชอบคอร์รัปชัน อยากให้คอรัปชันลดลง แนวทางแก้ไขมักจะทำโดยการเขียนกฎหมายให้รัดกุมขึ้น ซึ่งผลก็คือทำให้การดำเนินการของราชการและรัฐวิสาหกิจขาดความยืดหยุ่นและชักช้าอย่างมาก จนเป็นที่กล่าวขานกันมาโดยตลอด และแม้ว่าจะมีกฎหมายรัดกุมแต่ก็มักจะมีผู้หาช่องทางเลี่ยงกฎหมายได้อยู่ดี ในหลายกรณีมีการเพิ่มโทษคอร์รัปชัน แต่ก็มักจะไม่ค่อยได้ผล เพราะไม่สามารถจับได้คาหนังคาเขา
หากวิเคราะห์ให้ลึกซึ้งจะเห็นว่าคอร์รัปชันั้น ทำได้ง่ายขึ้นหากลดการแข่งขันลง กล่าวคือ หากรัฐบาลประมูลโครงการแล้วมีผู้รับเหมาน้อยรายก็จะสามารถฮั้วกันได้โดยง่าย แต่หากมีผู้รับเหมามากรายที่มีความหลากหลายก็จะฮั้วกันได้ยากขึ้น การคอร์รัปชัน ก็จะเกิดได้ยากขึ้นด้วย เช่นในประเทศไทยอาจมีผู้รับเหมาเพียง 4 ราย ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกเรียกร้องเงินสินบนจากนักการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ทุจริตได้ แต่หากการประมูลเปิดให้มีผู้รับเหมาเป็น 10 รายจากต่างประเทศ การเรียกร้องเงินสินบนหรือการฮั้วกัน ก็จะต้องทำได้ยากขึ้น
นอกจากนั้น เราจะเห็นได้ว่า บริษัทต่างชาตินั้น มักจะมีมาตรฐานการตรวจสอบสูงกว่าบริษัทไทย ในกรณีของสหรัฐนั้น มีการตรากฎหมายลงโทษบริษัทสหรัฐที่ติดสินบนรัฐบาลต่างชาติ หรือหากรับรู้ว่ามีการติดสินบนหรือกระทำการที่ทุจริตโดยไม่รีบแจ้งก็จะมีความผิดไปด้วย ดังนั้นคนไทยจึงได้มีหลักฐานและเงื่อนงำว่ามีการทุจริตกันขึ้นในการซื้อเครื่องตรวจระเบิด CTX หากไม่ได้มีการร่วมโครงการโดยบริษัท Invision ของสหรัฐ ซึ่งถูก GE ซื้อกิจการและทำการตรวจสอบจนพบเงื่อนงำของการทำผิด คนไทยก็คงจะไม่ได้รับทราบถึงการคอร์รัปชันในเรื่องนี้
ประเด็นก็คือ บริษัทต่างชาติหลายๆ บริษัทที่มีศักยภาพพอที่จะมาทำธุรกิจในประเทศไทย น่าจะเป็นบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงทั่วโลก และมีกิจการในหลายๆ ประเทศ บริษัทดังกล่าวจะต้องพยายามปกป้องชื่อเสียงที่มีค่าทางการค้าของตนอย่างหวงแหน เช่น เครื่องดื่ม Pepsi หรือ McDonalds นั้น มีภาพพจน์ที่ดีเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนทั่วโลก บริษัทข้ามชาติดังกล่าว ย่อมจะต้องเน้นการทำธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพราะหากถูกฟ้องร้องหรือกล่าวหาว่าทำผิดกฎหมายก็จะทำให้ชื่อเสียงที่มีคุณค่าทางการค้าต้องได้รับผลกระทบ
ยิ่งการทำธุรกิจในประเทศเล็กๆ เช่นไทยนั้น เขายิ่งจะไม่ยอมให้ต้องเสียชื่อเสียงโดยการทำผิดกฎหมายไทย เพราะจะเป็นที่อับอายของบริษัทเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะกระทบชื่อเสียงในประเทศอื่นๆ ซึ่งมียอดขายรวมกันคิดเป็นหลายร้อยเท่าของยอดขายในประเทศไทย ในเชิงเปรียบเทียบนั้นบริษัทขนาดเล็กในประเทศไทยส่วนใหญ่จะไม่ได้มีเครื่องหมายทางการค้าหรือชื่อเสียงของบริษัทที่มีคุณค่าทางการค้าเช่นเดียวกับบริษัทข้ามชาติ เราจึงจะเห็นว่าประเทศข้ามชาติที่มาดำเนินกิจการในประเทศไทยนั้น มักจะทำตามกฎหมายของประเทศไทยอย่างเคร่งครัด
หลายคนที่ไม่ชอบบริษัทข้ามชาติก็จะพูดถึงจุดนี้ว่าเป็นข้อเสียของการพึ่งทุนต่างชาติ คือ เขาทำกำไรมากๆ แล้วก็ขนเงินกลับประเทศ ตรงนี้จะต้องถามต่อไปว่ากำไรดังกล่าวนั้น หากนำออกไปแล้ว จะนำไปทำอะไรต่อ เพราะเงินนั้นจะอยู่นิ่งไม่ได้แนวทางหนึ่ง คือ การจ่ายเงินออกไปในรูปของเงินปันผล แต่คนญี่ปุ่นที่รับเงินปันผล ก็อาจจะไม่อยากรับเงินดังกล่าวมากนัก เพราะประเทศญี่ปุ่นนั้น เป็นประเทศที่มีเงินออมเหลือใช้อยู่แล้ว จึงมีการส่งออกเงินทุนไปลงทุนทั่วโลก อีกทางหนึ่ง คือ การนำเงินไปลงทุนขยายกิจการ ในประเทศกำลังพัฒนาที่มีศักยภาพสูง และต้นทุนต่ำเช่นประเทศไทย
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น นโยบายของไทยนั้น เขาจะต้องมองว่าต้อนรับเงินทุนของเขาด้วย ซึ่งประเด็นสำคัญที่สุดรองลงมาจากเสถียรภาพและความมั่นคงของประเทศ ก็คือ การเปิดโอกาสให้เขาได้เป็นเจ้าของและควบคุมกิจการของเขาอย่างเบ็ดเสร็จ ดังนั้น กฎหมายที่ส่งเสริมการลงทุน จึงเป็นกฎหมายที่ยินยอมให้ต่างชาติถือหุ้นข้างมาก ออกเสียงข้างมาก และคุมอำนาจบริหาร
คนไทยหลายคนรวมทั้งนักวิชาการมักจะเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาตั้งกฎเกณฑ์บังคับให้ต่างชาติให้คนไทยถือหุ้นใหญ่ และ/หรือถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่งจะไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะเรากำลังต้องการให้เขาถ่ายทอดทรัพย์สมบัติอันมีค่าทางการค้า ที่ทำให้ทุนของเขามีประสิทธิภาพระดับโลกให้กับนายทุนในประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศเล็กๆ
แต่เราจะเห็นได้ว่า ในกรณีที่การดำเนินธุรกิจเป็นเรื่องของศักยภาพของผู้บริหารเป็นหลักนั้น คนไทยหลายๆ คนก็ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้บริหารสูงสุดของบริษัทต่างชาติในประเทศไทย (หรือแม้กระทั่งในภูมิภาคเอเชีย) มากมายหลายตำแหน่ง หมายความว่า การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการรับผิดชอบการบริหารกิจการนั้น จะต้องเป็นไปตามความเหมาะสมในเชิงธุรกิจ ไม่ใช่การบีบบังคับโดยการออกกฎเกณฑ์จากรัฐบาล
สำหรับความเป็นเจ้าของกิจการนั้น นักลงทุนไทยเองก็รู้ดีว่า นายทุนไม่ว่าจะเป็นนายทุนชาติใดจะยึดติดกับทุนและกิจการของตนอย่างสุดชีวิต ซึ่งเราได้เห็นตัวอย่างมามากมายในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2540-2541 ครับ