สังคมของเรามีอะไรแปลกๆ ที่ไม่ธรรมดา แต่เกิดบ่อยๆ จนแลดูเหมือนธรรมดา เช่น กรณีที่ เราดีกับทุกคนได้ ยกเว้นคนใกล้ตัวเรา
ตัวอย่างเช่น...
สามีภรรยาจบปริญญาโทจิตวิทยาทั้งคู่ อยู่กินกันมาไม่มีลูกด้วยกัน ภรรยาบอกว่าสามีดีกับทุกคน ดูแลช่วยเหลือ พูดเพราะกับคนอื่นๆ ทุกคน ยกเว้นเธอ... ซึ่งเป็นภรรยา ทำให้เธอน้อยใจมาก
อีกคู่หนึ่ง ฝ่ายหญิงจบปริญญาเอก สามีจบปริญญาโท ภรรยาทำดีกับคนอื่นๆ ยิ้มแย้ม พูดเพราะ อาสาช่วยเหลือได้ แต่กับสามีเธอจะพูดดูถูก หาเรื่องชวนทะเลาะ และก็ได้เรื่องทะเลาะกันบ่อยๆ
ทั้งสองคู่ยังอยู่ด้วยกันด้วยความไม่สงบสุข แต่ก็ไม่หย่า
กัน สภาพที่อยู่ด้วยกันนั้น แย่...ยิ่งกว่าหย่า เสียอีก
มีคู่สมรสที่มีลักษณะดังกล่าวนี้มากราย
เรื่องของพี่น้องกัน ก็มีตัวอย่างให้เห็นมากมายเช่นกัน ที่ดีกับคนอื่นรอบตัว ยกเว้นคนในครอบครัวหรือพี่น้องกัน
สังคมไทยเรามีคนที่ทำดีกับคนอื่น ยกเว้นคนใกล้ตัวเช่นนี้มากขึ้น คือจะดีกับคนไกลตัว แต่กับคนใกล้ตัว หรือคนในครอบครัวจะร้ายเข้าหากัน ไม่เกรงใจ ไม่ให้เกียรติพร้อมจะดูถูก หาเรื่อง หรือก้าวร้าวเข้าหากัน
สาเหตุน่าจะมาจาก
1.เราชินต่อค่านิยมของคำว่า "ของตาย" ซึ่งหมายถึงคนใกล้ตัวที่ต้องยอมรับเราทุกอย่าง ทำให้คิดว่าเราจะทำกับเขาอย่างไรก็ได้ เราจึงไม่เกรงใจหรือให้เกียรติคนใกล้ตัว
ค่านิยมเรื่อง "ของตาย"แบบดังกล่าวนี้ น่ารังเกียจมาก พบในสังคมที่ยังไม่ค่อยพัฒนา ถ้าเป็นในสังคมที่พัฒนาแล้วเขาจะให้เกียรติและดูแลคนใกล้ชิด ใกล้ตัวมากๆ เขาจะไม่เรียกว่าเป็นของตาย แต่เขาจะเรียกว่า เป็นคนสนิท คนรัก เพื่อนรัก คนในครอบครัวของฉัน ซึ่งเขาจะดูแลอย่างดีและให้เกียรติเป็นพิเศษด้วย
ต่างจากค่านิยมแบบของเรา ที่เมื่อไรคิดว่าเป็นคนคุ้นเคยใกล้ชิด มักคิดว่าเป็นของตาย แล้วจะไม่ให้เกียรติ ในคนรุ่นใหม่มักใช้สรรพนามเรียกเพื่อนสนิทเป็นสัตว์เลื้อยคลานก็มีมาก แสดงถึงความต่ำต้อยทางความรู้สึกด้านดีต่อเพื่อนมนุษย์และตนเอง
2.เป็นเพราะมีจิตใต้สำนึกที่ไม่ดี รู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อย เพราะเก็บสิ่งไม่ดีเอาไว้ในจิตใต้สำนึกมาก รู้สึกตัวเองไม่มีค่า ไม่มีคนรัก จึงแสดงพฤติกรรม คำพูด แบบไม่ให้เกียรติและเหยียดย่ำคนใกล้ตัวให้รู้สึกว่าต่ำต้อยด้วย จะได้รู้สึกว่ามีพวกต่ำต้อยพอๆ กัน อยู่ใกล้ชิดกัน ตัวอย่างเช่น การให้สรรพนามกับเพื่อนสนิทเป็นสัตว์ หรือสิ่งต่ำต้อย
3. เลียนแบบอย่างที่ไม่เหมาะสม คนในสังคมทุกวันนี้หาคนที่มีคุณภาพได้ยาก จึงมีพฤติกรรมของคนที่ด้อยคุณภาพเต็มไปหมด การจะเลียนแบบอย่างสังคมที่เขาพัฒนาแล้วก็รู้สึกอายและมีอคติ หรืออิจฉาเขา จึงปิดประตูความคิดและวิสัยทัศน์ของตัวเอง วนเวียนกับสิ่งเดิมๆ ที่ไม่เหมาะสมต่อไป
4.ที่เป็นอิทธิพลจากการเลี้ยงดู พ่อแม่จำนวนมากมักแสดงความก้าวร้าวโหดร้ายกับลูก โดยการใช้คำพูด พฤติกรรม และกิริยาที่ไม่เหมาะสม ซึ่งลูกจะเก็บไว้ในส่วนจิตใต้สำนึกและแสดงออกมาในโอกาสต่อไป
5.อายที่จะทำดี หรือพูดเพราะๆ กับคนใกล้ตัว บางคนพอมีคนพูดเพราะๆ ด้วยก็อาย เพราะไม่เคยได้ยินมาก่อน
ลักษณะ "อาย" เป็นลักษณะด้อยของสังคมนี้ เพราะคนจะอายในการทำสิ่งดีๆ เช่น การสร้างมนุษยสัมพันธ์ได้ก่อน การยิ้มแย้ม ชมเชย หรือแสดงความยินดี มักทำไม่ได้เพราะรู้สึกอาย แต่การกระทำสิ่งไม่ดีกลับไม่อาย เช่น การด่าว่า นินทา อิจฉา เอาเปรียบ ความอายเป็นเรื่องของการขาดความมั่นใจตัวเอง รู้สึกด้อย ไม่กล้าลงมือทำสิ่งที่ดีๆ เพราะคิดว่าสูงไป เป็นผู้ดีเกินไป จึงปกปิดตัวเองด้วยการอาย แล้วจะได้ไม่ต้องทำหรือแสดงออก ปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความรู้สึกต่ำต้อยอย่างเดิมต่อไป
ควรจะต้องลดความ "อาย" ลงให้เหลือ "ความละอาย" เอาไว้จะดีกว่า
ขอให้ช่วยกันขยายความคิดและทัศนคติที่ดีต่อคนใกล้ตัวต่อไปนะครับ เลิกเสียเถิดกับความคิดที่ว่า "ดีกับทุกคน ยกเว้นคนใกล้ตัว"
หันมาส่งเสริมความคิดที่ว่า "ดีกับทุกคน โดยเฉพาะคนใกล้ตัว" จะดีกว่า